
Anthropic เปิดตัว Claude Opus 5 โมเดลระดับท็อปที่ไม่ได้ขายแค่คำว่า "ฉลาดขึ้น" แต่ขายวิธีทำงานที่รอบคอบขึ้นด้วย
ประเด็นสำคัญคือ Opus 5 ตรวจงานตัวเอง วนแก้ปัญหาจนจบ และรับงานแบบ agent ที่ยาวหลายขั้นตอนได้ดีขึ้น เหมาะกับงานโค้ด วิเคราะห์ข้อมูล เอกสาร และ workflow ที่พังกลางทางไม่ได้
บนกราฟ Frontier-Bench v0.1 ของ Anthropic เอง Opus 5 ทำคะแนนสูงสุดราว 44% ที่ต้นทุนประมาณ $15 ต่อ attempt ขณะที่ Fable 5 อยู่ราว 34% ที่ประมาณ $27 และ Opus 4.8 อยู่ราว 19% ที่ราว $17

ตัวเลขนี้ไม่ได้แปลว่า Opus 5 ชนะ Fable 5 ทุกงาน แต่เป็นสัญญาณที่น่าสนใจมากว่า ในงาน agentic coding บางชุดทดสอบ ผลลัพธ์ต่อค่าใช้จ่ายของ Opus 5 ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
Anthropic ระบุว่า Opus 5 ใช้ได้กับงานโค้ด งาน knowledge work และงานที่ต้องให้ AI ใช้เครื่องมือ วางแผน และทำงานต่อเนื่อง โดยจุดที่น่าจับตาไม่ใช่แค่คำตอบสุดท้าย แต่คือพฤติกรรมระหว่างทำงาน เช่น ตรวจความถูกต้อง ค้นหาสาเหตุของบั๊ก และสร้างชุดทดสอบเองเมื่อไม่มีข้อมูลจริงพอให้ยืนยันผล
ราคา API อยู่ที่ $5 ต่อ input 1 ล้านโทเค็น และ $25 ต่อ output 1 ล้านโทเค็น เท่ากับ Opus 4.8 ส่วน Fast mode เร็วขึ้นราว 2.5 เท่า แต่คิดราคาสองเท่าของโหมดปกติ
ความรู้สึกคือเกม AI กำลังย้ายจาก "ใครตอบเก่งกว่า" ไปสู่ "ใครทำงานจริงจนจบได้มากกว่า โดยยังคุมต้นทุนได้" ถ้า Opus 5 ทำได้ตามที่ประกาศไว้ คนทำงานสายโค้ด วิเคราะห์ข้อมูล และสร้าง workflow อัตโนมัติ น่าจะกล้ามอบหมายงานที่ยากขึ้นให้ AI โดยไม่ต้องคอยประคองทุกขั้นเหมือนเดิม
อย่างไรก็ตาม ตัวเลข benchmark ข้างต้นเป็นผลทดสอบที่ Anthropic เผยแพร่เอง จึงควรอ่านควบคู่กับการใช้งานจริงและการประเมินอิสระ
